ความเคลื่อนไหวคดีที่สังคมให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB ควบคุมตัวผู้ต้องหาชายและหญิง มาส่งศาลเพื่อขออำนาจฝากขังผัดแรก พร้อมยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามบริเวณศาลอย่างหนาแน่น
บรรยากาศการควบคุมตัว
ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายออกจากสถานที่ควบคุม โดยมีการวางกำลังดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ผู้ต้องหาชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยสูทสีดำ สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ มีเจ้าหน้าที่ประกบข้าง ขณะที่ผู้ต้องหาหญิงสวมชุดสูทสีดำเช่นเดียวกัน มีสีหน้าเคร่งเครียด ทั้งคู่ถูกพาตัวขึ้นรถตู้ของเจ้าหน้าที่และเดินทางมายังศาลทันที
แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเปิดเผยว่า การควบคุมตัวครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนหลังจากพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานไปแล้วหลายปาก ก่อนจะเห็นควรนำตัวส่งฝากขังต่อศาลเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อ
ฝากขัง คืออะไร ทำไมต้องฝาก
หลายคนอาจสงสัยคำว่า “ฝากขัง” หมายถึงอะไร อธิบายง่ายๆ คือ เมื่อตำรวจจับกุมผู้ต้องหาแล้ว กฎหมายไม่ได้ให้ตำรวจควบคุมตัวไว้ได้นานเกิน 48 ชั่วโมง ต้องรีบนำตัวไปขอให้ศาลอนุญาตให้ขังต่อ เพื่อให้ตำรวจมีเวลาสอบสวนให้เสร็จสิ้น โดยปกติศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้ครั้งละ 12 วัน และรวมกันไม่เกิน 84 วัน ขึ้นอยู่กับอัตราโทษของคดี
การฝากขังจึงไม่ใช่การตัดสินว่าผิดหรือถูก แต่เป็นขั้นตอนเพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ การสอบปากคำพยานเพิ่มเติม หรือการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ทำไมพนักงานสอบสวนต้อง “ค้านประกันตัว”
หัวใจสำคัญของข่าววันนี้คือคำว่า “ค้านประกันตัว” ซึ่งเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะเสนอต่อศาล โดยปกติแล้วตำรวจจะค้านประกันตัวด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ คือ 1. เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะคดีมีอัตราโทษสูง 2. เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เนื่องจากคดียังมีพยานที่ต้องสอบอีกมาก และเอกสารสำคัญที่ต้องตรวจสอบ 3. เกรงว่าจะไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกันอีก หรือสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง
ในคำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวนมักจะระบุเหตุผลเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อให้ศาลเห็นถึงความจำเป็นที่ยังไม่ควรปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้ แม้ผู้ต้องหาจะมีสิทธิยื่นขอประกันตัวได้ก็ตาม แต่การค้านของตำรวจจะมีน้ำหนักให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณา
ดุลยพินิจของศาล จุดชี้ชะตา
เมื่อได้รับคำร้องฝากขังและคำร้องค้านประกันตัวแล้ว ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และหากผู้ต้องหาหรือญาติยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติการณ์แห่งคดี ความหนักเบาของข้อกล่าวหา หลักฐานการกระทำผิด พฤติกรรมของผู้ต้องหาหลังถูกกล่าวหา ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของหลักประกัน
หากศาลเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานมั่นคงและมีเหตุให้เกรงว่าจะหลบหนี ศาลอาจมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในผัดแรก แต่หากศาลเห็นว่าผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลก็อาจอนุญาตให้ประกันตัวโดยกำหนดเงื่อนไข เช่น ให้ติดกำไล EM ห้ามออกนอกประเทศ หรือต้องมารายงานตัวตามกำหนด
สิทธิของผู้ต้องหายังคงอยู่ครบถ้วน
แม้จะถูกนำตัวมาฝากขังและถูกค้านประกันตัว แต่ต้องย้ำว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิในการต่อสู้คดี สิทธิในการมีทนายความ และสิทธิในการยื่นขอประกันตัวในผัดต่อๆ ไป ยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย
ทนายความของผู้ต้องหาสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวใหม่ได้ในทุกผัดของการฝากขัง หากมีเหตุผลหรือหลักฐานใหม่ที่ทำให้ศาลเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี เช่น มีหลักทรัพย์ที่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น มีหน้าที่การงานมั่นคง หรือมีเหตุผลด้านสุขภาพ
จับตาหลังจากนี้ คดีจะไปทางไหนต่อ
หลังจากศาลมีคำสั่งฝากขังแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องเร่งสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ หากอัยการเห็นว่าสำนวนมีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นฟ้องต่อศาล และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอย่างเต็มรูปแบบ
ในระหว่างนี้ หากมีการพบผู้เสียหายเพิ่มเติมหรือมีพยานหลักฐานใหม่เข้ามา พนักงานสอบสวนสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มเติมได้ และนั่นอาจเป็นเหตุผลให้มีการยื่นค้านประกันตัวในครั้งต่อๆ ไปอีก
สำหรับประชาชนที่ติดตามคดีนี้ สิ่งที่ควรทำคือรอฟังข้อมูลจากศาลและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ควรด่วนสรุปหรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพราะอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้
ความคืบหน้าหลังศาลมีคำสั่งเรื่องการฝากขังและการประกันตัววันนี้ ทีมข่าวจะรายงานให้ทราบทันที