สถานการณ์น้ำในประเทศไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤตและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังมีการประกาศสถานการณ์ด่วนที่สุดเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของลุ่มเจ้าพระยา โดยล่าสุดในช่วงเที่ยงวันนี้ เขื่อนเจ้าพระยาเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นสู่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนและชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำต้องเร่งยกสิ่งของขึ้นที่สูงและเตรียมรับมือกับมวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะไหลทะลักเข้าประชิดพื้นที่อย่างฉับพลัน
วิกฤติน้ำล้น: สัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด
การปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาจำเป็นต้องรักษาสมดุลความจุน้ำเหนือเขื่อนเอาไว้ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปล่อยน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การระบายน้ำในระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนี้ จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ สูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น
หน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำและกรมชลประทานต่างออกโรงเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ และชุมชนริมแม่น้ำในเขตพื้นที่ท้ายเขื่อน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมวลน้ำก้อนนี้จะเดินทางไปถึงพื้นที่ปลายน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ความเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรมีสูงมาก
พื้นที่ปลายน้ำระทึก: เร่งขนของหนีน้ำอุตลุด
บรรยากาศตามชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตพื้นที่ปลายน้ำและจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ขณะนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ชาวบ้านต่างระดมกำลังช่วยกันเร่งขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ สัตว์เลี้ยง และยานพาหนะขึ้นสู่ที่สูงกันอย่างจ้าละหวั่น หลายครัวเรือนต้องนำกระสอบทรายมาทำเป็นแนวป้องกันน้ำหน้าบ้านเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากมวลน้ำระลอกใหญ่ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังและเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชริมน้ำ ต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตและย้ายกระชังปลาเพื่อลดความเสียหายจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่จะทวีความรุนแรงขึ้น
ทางด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แจกจ่ายกระสอบทราย พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักชั่วคราวและเครื่องสูบน้ำสำรอง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
