เวลา 08.30 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) บริเวณหน้าอาคารพิทักษ์สันติ นายอธิป นันทวรรณ หรือ ก๊อต สามีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด สื่อมวลชนได้สอบถามว่าอยากชี้แจงในประเด็นใดหรือไม่ ตอนนี้ภรรยารับจบทางคดีเพียงคนเดียวรู้สึกอย่างไรหรือไม่ แต่ทางนายอธิป ไม่ตอบคำถามใดๆ พร้อมเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ทันที

ก๊อต อธิป เดินทางมามอบตัวที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการกองบังคับการปราบปราม เวลา 08.35 น. โดยตำรวจอยู่ระหว่างประสานเพื่อพาเข้าพบพนักงานสอบสวน ปอศ. ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญ หลังศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับทั้งคู่เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา
ล่าสุด ก๊อต อธิป มอบตัวแล้วเมื่อเช้าวันที่ 6 พ.ย. 2569 ที่ บช.ก. หลังถูกออกหมายจับข้อหาร่วมกันฟอกเงิน คดีเงินบริจาค มูลนิธิองค์กรทำดี 900 ล้านบาท
จุดเริ่มต้นองค์กรทำดี จากกลุ่มจิตอาสาปี 2557 สู่มูลนิธิเต็มรูปแบบปี 2565
เพื่อให้เข้าใจคดีนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น โครงการช่วยเหลือสังคมของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ในรูปแบบกลุ่มจิตอาสา โดยใช้บัญชีรับบริจาคในนาม ‘องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ ก่อนจะจดทะเบียนเป็น ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ อย่างเป็นทางการในปี 2565 เพื่อดำเนินโครงการสร้างศูนย์พักพิงและศูนย์ต้านภัยพิบัติ ย่านคลอง 8 จ.ปทุมธานี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์กรทำดีกลายเป็นที่รู้จักจากบทบาทการช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม ไฟไหม้ เคสยากไร้ จนมีประชาชน ดารา และบุคคลมีชื่อเสียงร่วมบริจาคจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่ามีการเปิดใช้บัญชีที่เกี่ยวข้องกับรับบริจาคถึง 3 บัญชีหลัก ทั้งบัญชีองค์กรทำดีเดิม บัญชีมูลนิธิฯ และบัญชีสมทบ ซึ่งกลายเป็นปมสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใส
ปมแตกเริ่มจากข้อพิพาทเรื่องที่ดิน 100 ไร่ใน จ.นครนายก และโครงการพูลวิลล่าที่ จ.ภูเก็ต ที่บุ๋ม ปนัดดา เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับสามีเอง ก่อนที่ตำรวจจะขยายผลไปพบความผิดปกติทางการเงินที่ใหญ่กว่ามาก
ผ่าเส้นเงินพันล้าน: 1.8 ล้านธุรกรรมจาก 9 แสนบัญชีบริจาค
นี่คือหัวใจของคดีที่ทำให้สังคมช็อก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และ ปอศ. ได้ขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562 พบว่ามีรายการธุรกรรมโอนเงินเข้า-ออกมากถึง 1,800,000 เส้นทาง จากกว่า 900,000 บัญชีผู้บริจาค โดยมียอดเงินบริจาคหมุนเวียนรวมตั้งแต่หลัก 100 ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. เปิดเผยว่าได้ยื่นขออนุมัติศาลออกหมายจับนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง บุ๋ม-ปนัดดา พร้อมสามี ก๊อต-อธิป หลังตรวจพบความผิดปกติเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคของ มูลนิธิองค์กรทำดี ที่มีสูงถึง 900 ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินเข้ามูลนิธิเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ผลการสืบสวนเบื้องต้นระบุว่า พบพฤติการณ์นำเงินบริจาคของมูลนิธิฯ ไปใช้จ่ายภารกิจส่วนตัว โดยมีเส้นทางการเงินโอนจากบัญชีมูลนิธิฯ ไปยังบัญชีส่วนตัวของ บุ๋ม ปนัดดา ก่อนจะโอนต่อให้สามี เป็นจำนวนเงินสูงถึง 200 ล้านบาท นอกจากนี้ข้อมูลจากไทยรัฐระบุว่า จากการสืบสวนเส้นทางการเงิน พบการโอนเงินกระจายไปยังบัญชีส่วนตัว โดยมีเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา กว่า 300 ล้านบาท และโอนไปยังบัญชีของสามีอีก 200 ล้านบาท
ข้อมูลจากรายการของ หนุ่ม กรรชัย ที่เข้าให้ปากคำในฐานะพยานผู้บริจาค 1 ล้านบาท ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า มีการโอนเงินจากประชาชนไปยังบัญชีมูลนิธิจำนวนประมาณ 1,800,000 ครั้ง ส่วนบัญชีอีกประมาณ 900,000 กว่าบัญชี เนื่องจากมีการโอนซ้ำๆ และพบว่ามีบัญชีที่รับโอนเงินทั้งหมด 3 บัญชี โดยยอดโอนที่น้อยที่สุดคือ 19 บาท แสดงถึงแรงศรัทธาของประชาชนรายย่อยที่ร่วมบริจาค
3 ข้อหาหนัก บุ๋ม ปนัดดา vs 1 ข้อหาหนัก ก๊อต อธิป คืออะไร?
ในทางกฎหมาย ตำรวจได้วางแนวทางการดำเนินคดีอย่างชัดเจน โดยบุ๋ม ปนัดดา ถูกกล่าวหา 3 ข้อหา ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนก๊อต อธิป ถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน
- ฉ้อโกงประชาชน (ป.อาญา ม.343): เป็นข้อหาหลักที่ตำรวจมองว่ามีการเปิดรับบริจาคโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ว่าจะนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิทั้งหมด แต่กลับนำไปใช้ส่วนตัว มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
- ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(1): การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน กรณีโพสต์เปิดรับบริจาคแต่ไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์จริง
- ร่วมกันฟอกเงิน (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน): เป็นข้อหาที่ทำให้ ปปง. เข้ามายึดอายัดทรัพย์ได้ทันที โดยพบพฤติการณ์โอนเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีออกไป ก่อนจะมีการโอนกลับมายังบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดฐานเป็นตัวการร่วม
สำหรับ ก๊อต อธิป หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ร่วมในการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น แต่รับโอนเงินและช่วยปกปิดที่มาของเงิน ก็จะโดนข้อหาร่วมกันฟอกเงินเพียงข้อหาเดียว ซึ่งเป็นข้อหาที่มีโทษหนักเช่นกัน จำคุก 1-10 ปี
ต้องย้ำว่าขณะนี้ทั้งหมดยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา และยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เปิดลิสต์ทรัพย์ 100 ล้านที่ถูกอายัด และปมพูลวิลล่า 8 หลังภูเก็ต
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. ได้เข้ายึดและอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 15–17 บัญชี พบว่าเงินคงเหลือในบัญชีจริงเหลือเพียงหลักล้านบาท พร้อมกันนี้ได้ทำการอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ บุ๋ม ปนัดดา สามี บุตร และพ่อแม่ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
รายการทรัพย์สินที่ถูกอายัดตามรายงานของไทยรัฐและสปริงนิวส์ ประกอบด้วย บ้านพักหรู 3-4 หลัง ที่ดินหลายแปลง รถยนต์ 20–22 คัน อาวุธปืน 6 กระบอก และกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สั่งอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของทั้งครอบครัว มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท
หนึ่งในพฤติการณ์สำคัญที่ตำรวจให้ความสนใจคือการโอนเงินค่างวดสร้างพูลวิลล่าหรู 8 หลัง ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งผู้รับเหมาเปิดเผยว่ารับโอนเงินจาก 3 บัญชี รวมถึงบัญชี ‘องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา’ โดยสามีสั่งให้ผู้รับเหมาโอนเงินส่วนเกินกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังพบข้อมูลเชิงลึกเรื่องการโอนเงินมูลนิธิฯ ครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 6 ครั้ง รวม 12 ล้านบาท ให้แก่ผู้รับเหมาอีกรายเพื่อเบิกถอนออกมาเป็นเงินสด พฤติการณ์นี้ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการพยายามแปลงสภาพเงินบริจาคให้เป็นเงินสดเพื่อตัดเส้นทางการตรวจสอบ
คำชี้แจงของ บุ๋ม ปนัดดา และท่าทีของมูลนิธิองค์กรทำดี
ด้าน บุ๋ม ปนัดดา ได้เข้าพบตำรวจก่อนหน้านี้เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับสามีและผู้รับเหมา โดยยอมรับว่าพลาดเพราะไว้วางใจคนใกล้ชิดมากเกินไป และพร้อมนำทรัพย์สินส่วนตัวมาเคลียร์ปัญหาเงินมูลนิธิฯ ขณะที่บอร์ดมูลนิธิองค์กรทำดีได้ออกแถลงการณ์ สั่งพักงาน บุ๋ม ปนัดดา จากตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ ชั่วคราว แต่งตั้งรักษาการแทน และประกาศปิดรับบริจาคเงินทุกช่องทาง จนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น
ทนายความส่วนตัวของบุ๋ม ยืนยันว่าลูกความพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และขอโทษประชาชนที่ทำให้ผิดหวัง ขณะที่ฝั่ง ก๊อต อธิป ที่วันนี้เดินทางมามอบตัว ยังคงปิดปากเงียบไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นที่ว่าภรรยาต้องรับจบคนเดียวหรือไม่ ซึ่งท่าทีดังกล่าวทำให้สังคมยิ่งจับตามองว่าคดีนี้จะมีการซัดทอดหรือรับผิดชอบร่วมกันอย่างไร
นักกฎหมายบางส่วนให้ความเห็นว่า พฤติการณ์นี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์มากกว่าฉ้อโกงตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นการนำเงินมูลนิธิฯ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในภายหลัง ซึ่งหากเข้าข่ายยักยอกทรัพย์เป็นปกติธุระ จะถือเป็นความผิดมูลฐานให้ ปปง. ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินได้ทันที
บทเรียนราคาแพง: วิกฤตศรัทธาเงินบริจาคของสังคมไทย
คดีมูลนิธิองค์กรทำดี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทยในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรสาธารณกุศล ผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลางเน้นย้ำว่าจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุดกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดระเบียบและใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับมูลนิธิหรือกลุ่มคนมีชื่อเสียงที่ใช้คราบสายบุญบังหน้าในการฉ้อฉลประชาชน
สำหรับประชาชนผู้บริจาค บทเรียนครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอย่างมีสติ ตรวจสอบสถานะมูลนิธิที่จดทะเบียนถูกต้องกับกระทรวงมหาดไทย ขอดูรายงานการเงินประจำปี และสังเกตว่ามูลนิธิมีการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างโปร่งใสหรือไม่ การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลโดยตรง แม้จะใช้ชื่อองค์กรทำดีต่อท้าย ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าการโอนเข้าบัญชีในนามมูลนิธิที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
ในมุมของอินฟลูเอนเซอร์และดาราที่ทำกิจกรรมการกุศล คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าต้องแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีมูลนิธิอย่างเด็ดขาด ทำบัญชีแบบมืออาชีพ และต้องพร้อมถูกตรวจสอบได้ทุกเมื่อ เพราะศรัทธาของประชาชน 900,000 บัญชีที่โอนเงินตั้งแต่ 19 บาท จนถึงหลักล้าน ไม่สามารถทำให้ผิดหวังได้
FAQ
ก๊อต อธิป หรือ นายอธิป นันทวรรณ ถูกออกหมายจับและเข้ามอบตัวในข้อหา ร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ข้อหาหลักของคดีเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี
บุ๋ม ปนัดดา ถูกแจ้ง 3 ข้อหาหนัก คือ ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน
จากการตรวจสอบของ ปอศ. พบว่ามีเงินบริจาคหมุนเวียนเกือบ 1,000 ล้านบาท แต่นำเข้ามูลนิธิเพียง 20% ส่วนที่เหลือพบเส้นทางการโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของบุ๋ม 300 ล้าน และสามี 200 ล้าน และโอนไปบุคคลใกล้ชิด ตามที่ตำรวจกล่าวหา