หากพูดถึงสารพิษที่อันตรายที่สุดแต่เรามองไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น และไม่มีรสชาติ สารหนู (Arsenic) คือชื่อแรกๆ ที่นักพิษวิทยาทั่วโลกต้องเตือน
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาสารหนูลุกลามรุนแรงจนหลายพื้นที่กลายเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยง ทั้ง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน รวมถึงแม่น้ำสายย่อยที่ไหลมาจากแม่น้ำเหล่านี้ด้วย
คำถามคือ สารหนูมาจากไหน? ทำไมถึงมาอยู่ในแม่น้ำที่เราใช้กินใช้อยู่? และเราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร? บทความนี้สรุปให้ครบในที่เดียวแบบเข้าใจง่ายที่สุด
สารหนูคืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่าฆาตกรเงียบ?
สารหนู เป็นธาตุชนิดหนึ่ง และเป็นส่วนประกอบของแร่บางชนิด เมื่อเกิดการผุกร่อนของชั้นหิน และแร่ธาตุต่างๆ สารหนูก็จะถูกชำระล้างตามไปด้วย โดยจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำและบนดิน
ที่น่ากลัวที่สุดคือ สารหนู มีหลายรูปแบบ ทั้งในรูปอนินทรีย์ (พิษร้ายแรง) และอินทรีย์ (พิษน้อยกว่า) และที่สำคัญคือ สารหนู ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ ทำให้ยากที่เราจะรับรู้ได้ด้วยการสัมผัสภายนอก
แม้ว่าสารนี้จะไม่ได้เข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้เสียชีวิตทันที แต่อาศัยการสะสมในร่างกาย ซึ่งหากสะสมอยู่ในปริมาณที่มาก ความอันตรายจะยิ่งทวีคูณมากขึ้น
สารหนูมาจากไหน? ธรรมชาติ vs ฝีมือมนุษย์
จริงๆ แล้วการผุกร่อนของชั้นดินและหินของโลก มักจะใช้เวลานาน ทำให้สารหนูไม่ได้ถูกปล่อยออกมามากมายนัก ทว่าสารหนูที่เกิดจากการทำกิจกรรมของมนุษย์ เป็นตัวเร่งให้สารหนูถูกปล่อยออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. การทำเหมืองแร่และการถลุงโลหะ ซึ่งมักจะปล่อยสารหนูในรูปแบบของควัน ฝุ่น น้ำเสีย สู่สิ่งแวดล้อม นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้แม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่ไหลมาจากพื้นที่เหมืองนอกประเทศมีการปนเปื้อนสูง
2. ยาฆ่าแมลงหรือเคมีเกษตร ในอดีตยาฆ่าแมลงมีสารหนูเป็นส่วนผสม ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเกษตรกร ทำให้สารหนูถูกปนเปื้อนอยู่ในดินและแหล่งน้ำใกล้เคียงเป็นเวลานาน แม้ปัจจุบันจะหยุดการใช้แล้วก็ตาม สารหนูยังคงตกค้างในดินได้นานถึง 20-30 ปี
3. โรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เช่น โรงงานผลิตแก้วและเซมิคอนดักเตอร์, การฟอกหนังสัตว์, การถนอมเนื้อไม้ ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด
4. การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาถ่านหิน น้ำมันในโรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ มักจะปล่อยสารหนูทางควัน ซึ่งขึ้นสู่บรรยากาศ และเมื่อเวลาผ่านไปสารเหล่านี้ก็จะตกลงมายังพื้น อาจทำให้ดินและน้ำโดยรอบปนเปื้อนสารหนูได้
สารหนูอยู่ที่ไหนได้บ้าง? ไม่ได้มีแค่ในน้ำ
สารหนูสามารถพบได้ตาม แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใต้ดิน น้ำบาดาล แม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเลสาบ รวมถึงในดินและอากาศบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ทำการเกษตร โรงงานอุตสาหกรรม หรือเหมืองแร่ต่างๆ และในอาหาร
เพราะเมื่อดิน น้ำ อากาศ ปนเปื้อน อาหารในจานอย่าง พืช ผัก ผลไม้ที่ปลูกใกล้แม่น้ำ สัตว์น้ำ ก็อาจได้รับการปนเปื้อนจากสารหนูได้ เช่น ปลาในแม่น้ำกกที่ชาวบ้านจับมากิน ข้าวที่ปลูกด้วยน้ำจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน
นี่คือเหตุผลที่คนริมแม่น้ำกก-สาย-โขง กำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในตอนนี้
อาการสารหนูเป็นพิษ มี 2 แบบ แบบไหนอันตรายกว่ากัน?

1. แบบเฉียบพลัน (กินเข้าไปเยอะในครั้งเดียว)
จะเกิดอาการเป็นพิษอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสียรุนแรง อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชักกระตุก และหากได้รับในปริมาณมหาศาลอาจทำให้หมดสติช็อกและเสียชีวิตได้
2. แบบเรื้อรัง (สะสมทีละน้อยแต่นาน)
อันนี้อันตรายกว่าและพบบ่อยกว่าในกรณีแม่น้ำปนเปื้อน เพราะไม่รู้ตัว
- ผิวหนัง: เป็นผื่นดำ ผิวหนังไหม้ดำที่มือและเท้า เรียกว่า Blackfoot Disease ผิวหนาตัวเป็นจุดดำคล้ำ ผิวลอก เกิดตุ่มดำ
- ระบบประสาท: ปวดศีรษะเรื้อรัง ชาตามปลายมือปลายเท้า อ่อนแรง สมาธิและความจำลดลง มึนงง
- ระบบย่อยอาหาร: ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตผิดปกติ เสี่ยงหลอดเลือดหัวใจล้มเหลว
- มะเร็ง: เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เซลล์กลายพันธุ์ แพร่กระจาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารหนูอนินทรีย์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 คือก่อมะเร็งในมนุษย์แน่นอน
จะรู้ได้อย่างไรว่าในร่างกายมีสารหนูอยู่หรือไม่?
ปัจจุบันสามารถตรวจสอบร่างกายได้ด้วยการไปพบแพทย์ ซึ่งมีวิธีการตรวจสารหนูที่หลากหลาย ได้แก่
- การตรวจปัสสาวะ: บอกการได้รับสารหนูในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เหมาะสำหรับตรวจเฉียบพลัน
- การตรวจเลือด: บอกการได้รับสารหนูในช่วงสั้นๆ เช่นกัน
- การตรวจเส้นผมหรือเล็บ: บอกการสะสมสารหนูในระยะยาว 3-6 เดือนที่ผ่านมา เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนริมแม่น้ำ
นอกจากนี้ควรตรวจสารหนูในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่เสี่ยงปนเปื้อน รวมถึงน้ำดื่ม ก็ควรจะตรวจด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะน้ำบาดาลตื้นริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย
แนวทางป้องกันสารหนู ทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด?

1. ตรวจคุณภาพน้ำดื่มและน้ำใช้ ควรมีการจัดตรวจคุณภาพน้ำดื่มและแหล่งน้ำที่ใช้สอย อย่าใช้น้ำจากแม่น้ำที่ประกาศปนเปื้อนมาอุปโภคบริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านการกรองมาตรฐาน
2. เลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เลือกบริโภคอาหารที่มีแหล่งวัตถุดิบน่าเชื่อถือ สะอาด และปลอดภัยแน่นอน หลีกเลี่ยงปลาจากแม่น้ำที่ประกาศปนเปื้อนในช่วงนี้
3. รักษาสุขอนามัย หากสัมผัสโดนโคลน ดิน น้ำ ที่มีโอกาสปนเปื้อนสูง ควรจะรีบล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างเร่งด่วน ล้างมือด้วยสบู่ 20 วินาทีก่อนรับประทานอาหาร
4. ใส่ชุดป้องกันเมื่อจำเป็น เลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และชุดป้องกันสารเคมี
5. เลือกน้ำดื่มที่ปลอดภัย ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงน้ำจากแหล่งที่ไม่สะอาด และตรวจสุขภาพประจำปี
หากมีอาการชาตามมือเท้า ผิวหนังผิดปกติ ผื่นดำที่มือเท้า ให้รีบพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติว่าเคยสัมผัสหรือใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง
FAQ
สารหนูเป็นธาตุธรรมชาติที่เป็นส่วนประกอบของแร่บางชนิด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ ทำให้ตรวจจับด้วยตาเปล่าไม่ได้ ต้องตรวจทางห้องแล็บเท่านั้น มีทั้งรูปอนินทรีย์ (พิษร้ายแรง) และอินทรีย์ (พิษน้อยกว่า)
พื้นที่เสี่ยงหลักคือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน รวมถึงลำน้ำสาขาที่ไหลมาจากแม่น้ำเหล่านี้ ส่วนใหญ่มาจากการทำเหมืองนอกประเทศและไหลเข้ามา
แบบเฉียบพลันคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชัก หมดสติ แบบเรื้อรังคือ ผิวดำที่มือเท้า ชาตามปลายมือปลายเท้า ปวดศีรษะ ความจำลดลง เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ปอด กระเพาะปัสสาวะ